เรื่องราวความเป๋นมาของ ค่าวฮ่ำ
ภูมิหลังของค่าว
“ค่าว” เป็นชื่อ ของลักษณะการเรียบเรียงถ้อยคำที่ให้เป็นระเบียบเหมือนห่วงโซ่ คือ มีสัมผัสคล้องจองกันไป ทางภาคเหนือเรียกเชือกเส้นโต ๆ ว่าค่าว หรือเชือกค่าว เพราะลักษณะเป็นค่าวเป็นเครือต่อเนื่องกันลักษณะคล้ายกลอนแปดของภาคกลาง ทั้งในด้านสัมผัสและลีลากลอน (มณี พยอมยงค์, 2525)
ค่าวหรือค่าวซอเป็นวรรณกรรมที่สันนิษฐานว่าเกิดขึ้นในช่วงระหว่าง พ.ศ.2300-2470 เพราะเป็นช่วงที่บ้านเมืองพ้นจากอำนาจการปกครองของพม่า วัฒนธรรมหลายอย่างรวมทั้งวรรณกรรมค่าวจึงได้รับการฟื้นฟูขึ้น ค่าวหรือค่าวซอเป็นวรรณกรรมที่สืบเนื่องมาจากธรรมค่าว โดยธรรมค่าวนั้นแต่งขึ้นเพื่อใช้เทศน์ให้ชาวบ้านฟังที่วัด ผู้ที่ฟังธรรมค่าวก็ได้ข้อคิด ปรัชญาหรือหลักธรรม สำหรับผู้ที่ไม่ได้ฟังธรรมค่าวก็ได้อาศัยฟังค่าวซอแทนเพราะค่าวซอมีเนื้อ เรื่องทำนองเดียวกับธรรมค่าว จะต่างกันในรูปแบบของการประพันธ์ เท่านั้น ค่าวซอแสดงถึงวัฒนธรรมของชาวภาคเหนือโดยเฉพาะล้านนาในด้านต่าง ๆ เช่น ประเพณี การละเล่น สุภาษิต การแต่งกาย ตลอดจนสภาพความเป็นอยู่ของชาวภาคเหนือ นอกจากนี้ค่าวซอยังแต่งขึ้นด้วยคำประพันธ์ที่มีลักษณะเฉพาะตัว แต่มีส่วนคล้ายกลอนแปดอยู่บ้างตรงที่มีสัมผัสรับกันไปโดยตลอด (เสน่หา บุณยรักษ์, 2519)
ค่าวจึงเป็นวรรณกรรมที่มีคุณค่าทางด้านภาษาของล้านนา มีความสุนทรียะ บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ แสดงออกถึงภูมิปัญญาและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของสังคมชนบทในอดีต สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมประเพณี แฝงด้วยคติธรรมและสุภาษิตสอนใจ นอกจากนี้ ค่าวยังแสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น แต่ปัจจุบันการประพันธ์และการเล่าค่าวถูกละทิ้ง ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร และหากไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม ค่าวก็อาจจะเลือนหายไป
ค่าวหรือค่าวซอเป็นวรรณกรรมที่สันนิษฐานว่าเกิดขึ้นในช่วงระหว่าง พ.ศ.2300-2470 เพราะเป็นช่วงที่บ้านเมืองพ้นจากอำนาจการปกครองของพม่า วัฒนธรรมหลายอย่างรวมทั้งวรรณกรรมค่าวจึงได้รับการฟื้นฟูขึ้น ค่าวหรือค่าวซอเป็นวรรณกรรมที่สืบเนื่องมาจากธรรมค่าว โดยธรรมค่าวนั้นแต่งขึ้นเพื่อใช้เทศน์ให้ชาวบ้านฟังที่วัด ผู้ที่ฟังธรรมค่าวก็ได้ข้อคิด ปรัชญาหรือหลักธรรม สำหรับผู้ที่ไม่ได้ฟังธรรมค่าวก็ได้อาศัยฟังค่าวซอแทนเพราะค่าวซอมีเนื้อ เรื่องทำนองเดียวกับธรรมค่าว จะต่างกันในรูปแบบของการประพันธ์ เท่านั้น ค่าวซอแสดงถึงวัฒนธรรมของชาวภาคเหนือโดยเฉพาะล้านนาในด้านต่าง ๆ เช่น ประเพณี การละเล่น สุภาษิต การแต่งกาย ตลอดจนสภาพความเป็นอยู่ของชาวภาคเหนือ นอกจากนี้ค่าวซอยังแต่งขึ้นด้วยคำประพันธ์ที่มีลักษณะเฉพาะตัว แต่มีส่วนคล้ายกลอนแปดอยู่บ้างตรงที่มีสัมผัสรับกันไปโดยตลอด (เสน่หา บุณยรักษ์, 2519)
ค่าวจึงเป็นวรรณกรรมที่มีคุณค่าทางด้านภาษาของล้านนา มีความสุนทรียะ บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ แสดงออกถึงภูมิปัญญาและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของสังคมชนบทในอดีต สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมประเพณี แฝงด้วยคติธรรมและสุภาษิตสอนใจ นอกจากนี้ ค่าวยังแสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น แต่ปัจจุบันการประพันธ์และการเล่าค่าวถูกละทิ้ง ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร และหากไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม ค่าวก็อาจจะเลือนหายไป
ค่าวชนิดต่าง ๆ ค่าวแบ่งตามลักษณะการประพันธ์ได้ดังนี้1. ค่าวก้อม เป็นโวหารที่กินใจ หรือสุภาษิตสั้น ๆ มักใช้ประกอบการสนทนา
2. คำค่าวคำเครือ เป็นสำนวนแบบฉบับที่หนุ่มสาวใช้เจรจาตอบโต้กัน
3. ค่าวใช้ เป็นจดหมายรักที่มีไปมาระหว่างหนุ่มสาวเทียบได้กับเพลงยาวของภาคกลาง
4. ค่าวร่ำ หรือค่าวฮ่ำ ใช้พรรณนาเหตุการณ์ต่าง ๆ คล้ายกับจดหมายเหตุ เช่น ค่าวร่ำน้ำนอง ค่าวร่ำครัวทานสลากย้อม ค่าวร่ำครูบาศรีวิชัย เป็นต้น
5. ค่าวธรรม ใช้ในการแต่งเรื่องแบบจักร ๆ วงศ์ ๆ เพื่อการอ่านสู่กันฟัง เช่น ค่าวหงส์หิน ค่าวเจ้าสุวัตร์นางบัวคำ ค่าวก่ำกาดำ เป็นต้น
การอ่านค่าว การอ่านค่าวมีลีลาการอ่าน โดยแยกไปตามระดับของเหตุการณ์และทำนองร้อง มี 3 ทำนองดังนี้1. อ่านทำนองโก่งเฮียวบง (โก่งเรียวไผ่) หมายถึง การอ่านแบบลีลาช้า มีเอื้อน และใช้เสียงสั้นยาวไปตามจังหวะดนตรี
2. อ่านทำนองม้าย่ำไฟ ได้แก่ การอ่านแบบจังหวัดเร็วเร่งร้อนเหมือนม้าเหยียบไฟ ผู้อ่านเริ่มอ่านเร็วแล้วไปทอดยาวตอนปลาย การอ่านแบบนี้จุเนื้อความได้มาก ไม่เสียเวลา
3. อ่านทำนองวิงวอน เป็นการอ่านแบบต้องการให้ผู้ฟังเกิดความเมตตา สงสารเพราะลีลาเสียงเป็นไปในทำนองสลดสังเวช นิยมอ่านตอนบทเศร้าที่ต้องการให้สะเทือนอารมณ์ผู้ฟัง
ประโยชน์ของค่าว1. ใช้ในการแต่งเรื่องต่าง ๆ ซึ่งผู้แต่งต้องการนำเอาเรื่องเกี่ยวกับจักร ๆ วงศ์ ๆ มาแสดงให้ชาวบ้านได้รู้เรื่องราว เพราะในคัมภีร์เทศน์อ่านเข้าใจยาก เนื่องจากมีคำบาลีและคำเก่า ๆ มาก จึงมีการแต่งขึ้นใหม่และเปลี่ยนแปลงคำพูดให้เข้าใจง่าย
2. ใช้ในการแต่งเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่บังเกิดขึ้นในท้องถิ่น มีประโยชน์ในด้านบันทึกความทรงจำให้คนรุ่นหลังได้รู้เรื่องราวในอดีต
3. เป็นสื่อแห่งความรัก จดหมาย หรือเพลงยาวที่หนุ่มสาวใช้เป็นเครื่องบอกความในใจแก่กัน
4. แฝงไว้ด้วยสุภาษิตสอนใจ
ประเพณีการเล่าค่าว การเล่าค่าวมีได้หลายลักษณะ จำแนกตามโอกาสดังนี้1. การเล่าค่าวภายในครอบครัว ส่วนใหญ่จะเล่าหลังอาหารเย็น เพื่อคลายบรรยากาศที่เงียบเหงาในตอน กลางคืน เพราะในสมัยก่อนยังไม่มีวิทยุ โทรทัศน์ และสิ่งบันเทิง เหมือนในสมัยนี้
2. การเล่าค่าวในงานมงคลต่าง ๆ เช่น งานปอยบวชลูกแก้ว (งานบวชเณร) งานขึ้นบ้านใหม่ งานแต่งงาน งานปอยเข้าสังข์ (งานทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปหาคนตาย สมัยก่อนต้องใช้เวลาเตรียมงานหลายวัน)
3. การเล่าค่าวในงานศพ เพื่อให้ผู้ที่มาอยู่เป็นเพื่อนเจ้าของบ้านได้ฟังในขณะที่ศพยังไม่ได้เผาเพื่อไม่ให้บรรยากาศเศร้าหมองเกินไป
ฉันทลักษณ์ของค่าว มีดังนี้1) ค่าว 1 บท มี 3 บาท (3 บรรทัด) บาทละ 4 วรรค
2) สามวรรคแรกมี 4 คำ ส่วนวรรคที่สี่ มี 2-4 คำ
3) บังคับเสียงวรรณยุกต์สามัญ, โท, ตรี และจัตวา
4) การส่งสัมผัสประกอบด้วย สัมผัสระหว่างวรรค และสัมผัสระหว่างบาท สัมผัสระหว่างวรรคส่งจากวรรคท้ายวรรคที่สองไปยังคำท้ายวรรคที่สามของทุกบาท
5) บังคับเสียงวรรณยุกต์สามัญ, โท, ตรี และจัตวา ตามตำแหน่งที่กำหนด
สำนวนค่าว มี 3 ส่วน คือ บทขึ้นต้น, บทดำเนินเรื่อง และบทสุดท้าย
ตัวอย่างสำนวนค่าวค่าวสรียินดี
สรียินดี ตึงพี่ตึงน้อง ที่มาอ่านถ้อง ค่าวซอเป๋นสาย
หลายเมืองแท้นั้น เมืองน่านมาก๋าย เชียงใหม่เชียงราย มาร่วมสืบสร้าง
ตึงแม่ฮ่อนสอน มาช่วยก่อตั้ง เชิญชวนหมู่เฮา พร้อมพรัก
ลำพูนลำปาง เมืองแพร่แท้ทัก พะเยาร่วมเข้า มาไจ
มาแต่งค่าวจ๊อย ม่วนงันหัวใจ๋ เชิญมาทางใน หมั่นแวะหมั่นเข้า
ค่าวซอของเฮา ตึงดีแท้เจ้า มาเต๊อะเชิญมา ช่วยค้ำ
แต่งหื้อม่วนงัน บ่มีชอกช้ำ มาแต่งค่าวสร้อย เนอนาย
ก็ขอลาไป สุดปล๋ายเท่าอี้ เท่านี้สู่กั๋นฟัง ก่อนแลนายเหย.
แนวทางอนุรักษ์และสืบทอดวรรณกรรมค่าวดังได้กล่าวมาแล้วว่าค่าวเป็นวรรณกรรมล้านนาที่มีคุณค่าทางด้านภาษา แสดงออก ถึงภูมิปัญญา สะท้อนวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ วัฒนธรรม และคติธรรมด้านต่าง ๆ แต่ในปัจจุบันค่าวไม่ค่อยได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่เท่าที่ควร ดังนี้ จึงต้องหาแนวทางในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และสืบทอดให้ดำรงคงอยู่ต่อไป ดังนี้
1. กระตุ้นให้เด็ก เยาวชน คนรุ่นใหม่ และผู้สนใจทั่วไปตระหนักและเห็นคุณค่าความสำคัญของค่าว
2. สนับสนุนให้มีการเรียนการสอนในโรงเรียน เช่น จัดให้เป็นหลักสูตรสอนเสริมสำหรับโรงเรียนในท้องถิ่นภาคเหนือ
3. ส่งเสริมให้มีแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาจากค่าว เช่น จัดให้มีมุมสืบค้นในห้องสมุด
4. เปิดให้มีเวทีเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เช่น จัดให้มีการประกวดการแต่งค่าว หรือประกวดเล่าค่าวระหว่างกลุ่ม/ชมรม/โรงเรียน เป็นต้น
5. สร้างและขยายเครือข่ายให้มีมากขึ้น เช่น จัดตั้งชมรมคนรักค่าวประจำหมู่บ้าน/ชุมชน/โรงเรียน แล้วขยายออกไปเรื่อย ๆ
6. สร้างองค์ความรู้ใหม่โดยคนที่มีความรู้อยู่แล้วและนำมาประยุกต์ให้เหมาะสม กับยุคสมัยในปัจจุบัน เช่น นำเนื้อหาวิชาในหลักสูตรมาแต่งเป็นค่าวเพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ ซึ่งนอกจากเด็กก็จะได้รับเนื้อหาทางวิชาการแล้ว ยังเป็นการฝึกอ่านฝึกแต่งค่าวทางอ้อมอีกด้วย
7. ประชาสัมพันธ์เผยแพร่ทางสื่อที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง เช่น วิทยุชุมชน อินเทอร์เน็ต
สรุปค่าวเป็นวรรณกรรมล้านนาที่มีคุณค่าทางด้านภาษาถิ่น แสดงออกถึงภูมิปัญญา สะท้อนวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ วัฒนธรรม และคติธรรมด้านต่าง ๆ รวมทั้งยังแสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ ส่งเสริม และสืบทอดให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมไปยังรุ่นลูกรุ่นหลานต่อไป
---------------------------
ข้อมูลอ้างอิง :
วรรณกรรมค่าวของภาคเหนือ โดย เสน่หา บุณยรักษ์
ประวัติและวรรณคดีลานนาไทย โดย มณี พยอมยงค์
วรรณกรรมลายลักษณ์ล้านนา โดย ดร.อุดม เรืองศรี
เขียนโดย stchacha ที่ 9:04 ก่อนเที่ยง
ประเภทของวรรณกรรมพื้นบ้าน
-
การแบ่งประเภทของวรรณกรรมนั้น สามารถแบ่งได้หลายวิธี เช่น แบ่งตามลักษณะของการถ่ายทอด แบ่งตามรูปแบบคำประพันธ์ แบ่งตามเนื้อหา เป็นต้น ในที่นี้จะมุ่งถึงเฉพาะวรรณกรรมพื้นบ้านภาคเหนือ โดยจัดแบ่งประเภทตามลักษณะของการถ่ายทอดหรือการสื่อสารต่อกัน ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ
1. ประเภทวาจา คือ วรรณกรรมที่ใช้วิธีการถ่ายทอด หรือสื่อสารต่อกันด้วยภาษาพูด โดยการบอกกล่าวเล่าสู่กันฟัง การสนทนาซักถาม การอบรมสั่งสอน รวมถึงการขับร้องเป็นท่วงทำนองต่าง ๆ ได้แก่ นิทาน, บทเพลง เช่น ฮ่ำ จ๊อย และ ซอ, ภาษา สำนวน คำพังเพย หรือคำคมต่าง ๆ, ปริศนาคำทาย, คำเกี้ยวพาราสีของหนุ่มสาว หรือ คำอู้บ่าวอู้สาว หรือ คำค่าวคำเครือ, โวหารหรือคำกล่าวเนื่องในโอกาสต่าง ๆ เช่น คำเวนตาน คำฮ้องขวัญ
2. ประเภทลายลักษณ์ คือ วรรณกรรมที่ใช้วิธีถ่ายทอดหรือสื่อสารต่อกันด้วยภาษาเขียน โดยมีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร วรรณกรรมพื้นบ้านภาคเหนือในอดีตจะบันทึกด้วย ตัวอักษรธรรม และ ตัวอักษรฝักขาม มีเนื้อหาและรูปแบบคำประพันธ์ที่หลากหลาย การแบ่งประเภทของวรรณกรรมพื้นบ้านภาคเหนือที่เป็นลายลักษณ์ อาจจะแบ่งได้ดังนี้
- แบ่งตามวัตถุที่ใช้บันทึก มี 3 ประเภท ได้แก่ ศิลาจารึก ใบลาน และปั๊บสา (สมุดกระดาษสาหรือสมุดไทย)
- แบ่งตามรูปแบบคำประพันธ์ ได้แก่ วรรณกรรมร้อยแก้วและวรรณกรรมร้อยกรอง ซึ่งเท่าที่พบมี 3 ประเภท คือ โคลง ร่าย และค่าว (หรือค่าวซอ)
- แบ่งตามเนื้อหาของเรื่อง ส่วนใหญ่แล้วเนื้อหาในวรรณกรรมลายลักษณ์มักจะเกี่ยวพันกับพุทธศาสนา แต่ก็มีเนื้อหาที่หลายหลายไม่น้อย แบ่งได้เป็น 5 ประเภทใหญ่ คือ วรรณกรรมประเภทนิทานชาดก, วรรณกรรมประเภทประวัติและตำนาน, วรรณกรรมประเภทคำสอน, วรรณกรรมประเภทตำรับตำราต่าง ๆ เช่น ตำราดูฤกษ์ยาม โหราศาสตร์ กฎหมาย ประเพณีพิธีกรรมต่าง ๆ และ วรรณกรรมประเภทแสดงอารมณ์รัก เช่น ค่าวพญาพรหม เป็นต้น
ต่อไปนี้จะเป็นตัวอย่างของวรรณกรรมพื้นบ้านประเภท ค่าว ฮ่ำ จ๊อย ซอ
ค่าวพญาพรหม แต่งโดยพญาพรหมโวหาร กวีแห่งล้านนา เรียบเรียงโดยนายเอ (ตัวอย่าง บทที่ 4)
ค่าวหงส์หิน แต่งโดยเจ้าสุริยะวงศ์ (คำตัน สิโรรส) พ.ศ. 2444 (ตัวอย่างตอนพระโพธิสัตว์ขี่หงส์ผ่านป่าฝ่าดงไปรับเอาพระเจ้าย่ากลับ)
ค่าวส่งถึงคนฮัก จากหนังสือค่าวของหนุ่มไก่แก้ว แต่งโดยหนานบุญส่วน นาอิ่น อ.แม่จริม จ.น่าน
ค่าวหม่าเก่า แต่งโดยพ่อหนานบัณฑิต ไชยวุฒิ บ้านต้นแหลง ต.ไชยวัฒนา อ.ปัว จ.น่าน
ค่าวหม่าเก่า ไม่ปรากฏผู้แต่ง
ค่าวถ้องกั๋นในกระดานสนทนาสวัสดีน่านครับ โดย นายเอ และ นายคำผง
ฮ่ำบอกไฟขึ้น หรือ ฮ่ำจิ๊บอกไฟ จากป้ออุ้ยศรีก๋อง บ้านท่าน้าว อ.ภูเพียง จ.น่าน
จ๊อย ตอนบ่าวแอ่วสาว (ตัวอย่างตอนอยู่บ้านสาว)
จ๊อย ตอนบ่าวแอ่วสาว (ตัวอย่างระหว่างเดินทางกลับบ้าน)
ซอประวัติเมืองน่าน (ซอดาดน่าน) โดยพ่อครูคำผาย นุปิง ศิลปินแห่งชาติ
ซอพม่า (ตะโตงเตง) โดยพ่อครูคำผาย นุปิง ศิลปินแห่งชาติ
ซอทำนองดาดน่านถ้องกั๋น เรื่อง ปริศนาคำทาย โดย นายเอ และ นายสลุงเงินแก่นหน้อย หรือที่นี่ ซอตอบถ้องปริศนาคำทาย (ฉบับจัดแต่งแล้ว)
ซอกล่อมลูก ทำนองเพลงอื่อ โดยพ่อครูคำผาย นุปิง ศิลปินแห่งชาติ
ที่มา http://server.thaigoodview.com/node/9185
- ประวัติของพญาพรหม- -
พญาพรหมหรือ พญาพรหมโวหาร ท่านมีเชื้อสายทางตระกูล "เจ้าเจ็ดตน" ซึ่งเป็นลูกหลานของทิพย์ช้างวีรบุรุษแห่งเขลางค์นคร
บิดาของพญาพรหมชื่อ แสนเมืองมา เป็นผู้รักษากุญแจคลังหลวงของเจ้าลำปางหลวง มารดาชื่อเป็ง
เดิมพญาพรหมชื่อ พรหมมินทร์ เกิดที่ลำปาง พ.ศ. ๒๓๔๕ ปีจอ จัตวาศก (จ.ศ.) ๑๑๖๔ บ้านในตรอกตรงข้ามวัดใต้ดำรงธรรม
พรหมมินทร์ได้ศึกษาอักขรภาษาที่วัดสิงห์ชัย และต่อมาก็บรรพชาที่วัดนั้นเอง เมื่ออายุ ๑๗ ปี มีอาจารย์ชื่ออุปนันโทเถระ ซึ่งรักใคร่เอ็นดูลูกศิษย์เนื่องจากความที่เป็นเด็กฉลาดเฉลียว หลังจากอุปสมบทเป็นภิกษุได้สามพรรษา อาจารย์จึงฝากไว้ในสำนักของพระอาจารย์ปินตา วัดสุขมิ้น เชียงใหม่ หลังจากอยู่เชียงใหม่ได้ราวสามปี จึงลาอาจารย์กลับไปนครลำปางและลาสิกขาบท โดยก่อนลาก็ได้แต่งค่าว "ใคร่สิก"
เมื่อสึกออกมาแล้ว หนานพรหมมินทร์ รับจ้างแต่งค่าวซอ แต่งค่าวให้บ่าวสาว และขณะเดียวกันก็รับจ้างเขียนคำร้องที่ศาลาลูกขุนไปด้วย
สมัยนั้น กวีที่มีชื่อคือ พญาโลมะวิสัยผู้แต่งค่าวหงส์หิน ท่านเป็นเพื่อนกับแสนเมืองมา (บิดาของพรหมมินทร์) เมื่อบิดาเห็นบุตรมีใจรักทางกวีจึงนำไปฝากฝังกับ พญาโลมะวิสัย ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งอาลักษณ์ในราชสำนักเจ้าหลวงลำปาง เมื่อถวายตัวเป็นหมาดเล็กของเจ้าหลวง จึงได้ฝึกงานในแผนอาลักษณ์กับพญาโลมะวิสัยนี้เอง คราวที่พญาโลมะวิสัยนำค่าวหงส์หินถวายเจ้าหลวงลำปาง ซึ่งได้โปรดให้ตรวจชำระอีกครั้งหนึ่งเพื่อความไพเราะยิ่งขึ้น พรหมมินทร์ก็มีโอกาสได้แสดงความสามารถในด้านกวีเมื่อได้เข้าร่วมตรวจชำระด้วย ซึ่งก็ทำให้เจ้าหลวงโปรดปรานมาก จึงแต่งตั้งให้เป็นพญาพรหมโวหาร กวีประจำราชสำนัก และได้รับตำแหน่งพญาพรหมโวหารแต่นั้นมา
พญาพรหมโวหารสมรสกับเจ้าสุนา ณ ลำปาง กล่าวกันว่า พญาพรหมโวหารมีภรรยาถึง ๔๒ คน คนสุดท้ายชื่อ บัวจม
นอกจากความสามารถทางด้านกวีแล้ว พญาพรหมยังมีความรู้ในศาสตร์อื่นๆ อีกเช่น ไสยศาสตร์ โหราศาสตร์ และคชศาสตร์ ซึ่งในด้านคชศาสตร์นี้เอง ท่านพญาหรหมโวหารได้แต่งค่าวแสดงคุณลักษณะต่างๆ ของช้าง ได้แก่ ค่าวพรรณนางาช้าง ค่าวช้างหลับหรือคำกล่อมขวัญช้าง ค่าวช้างขึด ค่าวช้างขึดมีที่มาจากเมื่อครั้งที่มีคนช้างมากราบทูลเจ้าวรญาณรังสี ว่ามีช้างงามต้องลักษณะตัวหนึ่งที่เมืองแพร่ โดยเจ้าของจะขายเพียง ๒,๐๐๐ ท็อก (เงินล้านนาสมัยก่อน) เจ้าวรญาณรังสีจึงมอบเงินให้แก่พญาพรหมโวหาร เพื่อไปดูช้างและซื้อกลับมาหากช้างนั้นต้องลักษณะจริง เมื่อพญาพรหมโวหารออกเดินทางและแวะพักที่บ้านป่าแมด ก็หมดเงินจำนวนนี้ไปกับการพนัน ด้วยเกรงความผิดจึงแต่งค่าวช้างขึด เพื่อส่งไปถวาย ทำให้พ่อเจ้าวรญาณรังสีกริ้ว และทรงประกาศิตว่า "หากไอ้พรหมมาละกอน (ลำปาง) วันใด หัวปุดวันนั้น" ด้วยเหตุนี้เองพญาพรหมโวหารจึงต้องอยู่เมืองแพร่และได้พบกับนางบัวจม
ที่แพร่นี้พญาพรหมก็เกือบเอาชีวิตไม่รอดจากการ ตัดสินประหารของพ่อเจ้าวิชัยราชา ต่อมาก็หลบหนีไปอยู่เมืองลับแลกับนางบัวจมและค้าขายเลี้ยงชีพ ภายหลังนางบัวจมหนีกลับแพร่ พญาพรหมจึงแต่งค่าวฮ่ำนางจม ซึ่งถือเป็นอมตะกวีที่มีคุณค่าแห่งล้านนาอีกชิ้นหนึ่ง
พญาพรหมระหกระเหินไปรับราชการที่เชียงใหม่กับเจ้ากาวิโรรสสุริยวงศ์ เมื่อพ.ศ. ๒๔๐๔ ช่วงสุดท้ายของชีวิตได้แต่งงานใหม่อีกครั้งกับเจ้าบัวจันทร์ เมื่ออายุ ๖๐ ปี และถึงแก่กรรมเมื่ออายุได้ ๘๕ ปี พ.ศ. ๒๔๓๐
ข้อมูลจาก สงวน โชติสุขรัตน์. ตำนานเมืองเหนือ. กรุงเทพ: พระนคร. พิมพ์ครั้งที่ ๓, ๒๕๐๘.ที่มา http://www.lannaworld.com/person/PhrayaProm.htm
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น